พ่ายรักบุษกร -๑-
- ๑ -
เพื่อศักดิ์ศรีแห่งวราฤทธิ์
ถ้าคุณทำให้ผมพอใจได้
วันหนึ่งผมอาจปล่อยให้คุณเป็นอิสระ
ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณจะติดบ่วงที่ผมพันธนาการคุณไว้
หากเป็นเช่นนั้น...
แม้แต่ดิ้นหนีคุณก็ไม่คิดทำ
.
.
.
ไม่มีใครในพระนครไม่รู้จักเจ้าสัวเมธานินท์ หรือคนเรียกกันว่าเจ้าสัวเมธหนุ่มใหญ่เชื้อสายจีนที่ร่ำรวยจากการจับธุรกิจตั้งแต่แผงตลาดเล็กๆของครอบครัวแถวบางลำพู ก่อนจะเริ่มก่อตั้งโรงแรมย่านเยาวราชแล้วขยับขยายเปิดสาขาไปตามต่างจังหวัดชายหนุ่มค้าขายเก่ง จนตอนนี้ทรัพย์สินมีมากกว่าบรรดามูลนายเก่าแก่ที่สืบทอดมรดกตั้งแต่ปู่ย่าเสียอีก เมื่อมีเงินมากจากเดิมที่ถูกตราหน้าว่าเป็นเพียงกุลี ก็ถูกนับหน้าถือตาไปทางไหนก็มีแต่คนต้อนรับไม่เว้นแม้แต่วัง
วราฤทธิ์ของหม่อมราชวงค์พิศุทธิศักดิ์ที่เคยดูถูกเขาเอาไว้
วันคืนเปลี่ยนแปลงได้ฉันใด
ใจคนก็เปลี่ยนไปได้ฉันนั้น
ดวงตาเรียวของเจ้าสัวเมธมองหม่อมหลวงกิติกร หรือคุณบัวลูกชายคนเล็กวัยเพียงแค่สอบหกปีของคุณชายพิศุทธิศักดิ์ไม่วางตา ดวงตากลมโตของเธอคงได้มาจากคุณแม่ของเธอไม่มีผิด ใบหน้างดงามหมดจดเสียจนใจคิดสงสัยว่าเหตุใดเทวดาช่างลำเอียงที่สลักเสลาใบหน้าของเธอให้งามเกินกว่าจะเป็นเพียงมนุษย์เท่านั้น และแน่นอนว่าความเย่อหยิ่งในชาติตระกูลอันสูงส่งของเธอที่ได้มาจากคุณพ่อ ก็มากเสียจนแสดงออกมาผ่านบุคลิกท่าทางไม่ว่าจะเป็นการเดินเยื้องย่างการนั่งหลังตรงอกผายหน้าเชิด หรือการพูดจาที่เคยได้ยินมากับหูว่าหากเธอถูกขัดใจแม้แต่กรรไกรที่ว่าคมยังสู้ฝีปากของเธอไม่ได้ หน้าตาดื้อดึงจนเจ้าสัวอยากจับมาตีสั่งสอนเสียให้เข็ดหลาบ
"คุณชายจะว่าอย่างไรเรื่องสัญญาหรือครับ" เจ้าสัวถามเสียงเรียบขณะยกแก้วชาฝรั่งรสเลิศขึ้นจรดริมฝีปาก
"ผมจะขอเจ้าสัวผัดผ่อนอีกสักหน่อยจะได้หรือไม่ครับ"
เมื่อได้ยินคำแสลงหูเจ้าสัวเมธก็เลิกคิ้วด้วยท่าทีสงสัยอย่างไม่ปิดบัง ท่าทางนั้นแลที่ทำให้คุณบัวรู้ว่าคุณพ่อของเธอกำลังถูกหนุ่มรุ่นลูกเย้ยหยันเข้าเสียแล้ว
"จะผลัดไปอีกนานเท่าไหร่ครับเงินของผมหากไปอยู่ที่อื่นคุณชายรู้หรือไม่ครับว่าทำกำไรได้เท่าไหร่"
คุณบัวกำหมัดแน่น
เกลียดไอ้เจ้าสัวคนนี้เหลือเกินคุณพ่อกับมันอยู่คนละชนชั้นมันไม่รู้หรืออย่างไร
"เรื่องนั้นผมทราบแต่ผมอยากให้เจ้าสัวเห็นใจเราบ้าง อีกไม่นานบัวต้องไปเรียนที่อังกฤษเราต้องใช้เงินก้อนใหญ่"
ฟังจบเจ้าสัวก็หันไปมองคนถูกอ้างแล้วยักไหล่ คนอย่างเจ้าสัวเมธไม่เคยสงสารใครอยู่แล้วด้วยคติประจำใจที่ว่า 'เรียนผูกต้องเรียนแก้' หน้าที่ส่งเสียหม่อมน้อยๆของวังวราฤทธิ์ไม่ใช่ของเขา
"ผมไม่มีความจำเป็นอันใดที่ต้องส่งบุตรของผู้อื่นเล่าเรียน ในเมื่อสัญญาระบุไว้ว่าท่านต้องคืนเงินภายในกำหนดทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามสัญญาไม่ใช่หรือครับคุณชาย"
"แต่เราจำเป็น"
"หากไม่มีเงินก็ไม่ต้องไปเรียนถึงอังกฤษเสียสิครับ"
คุณบัวลุกพรวดเต็มความสูงแทบจะทันทีที่เจ้าสัวกล่าวจบ นัยน์ตาคลอไปด้วยน้ำตาแต่ดวงตากลมกลับจ้องเขาเขม่งอย่างเอาเรื่องด้วยฟางเส้นสุดท้ายเพิ่งขาดผึงไปเมื่อครู่นี้
"บัวอย่าเสียมารยาท..." เสียงผู้เป็นมารดาปรามแต่ดูเหมือนลูกชายคนเล็กจะสุดทนจนหูตาฝ่าฟาง
"ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง...คนอย่างคุณมันน่ารังเกียจเสียไม่มีวังวราฤทธิ์ไม่ต้อนรับคนกำพืดชั้นต่ำไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นคุณยังจะหน้าด้านนั่งอยู่อีกได้อย่างไร...กลับไปซะเดี๋ยวนี้เลย!"
ช่างน่าตกใจที่คำพูดเหล่านั้นหลุดออกมาจากปากรูปสลักของเทวดา
ดูเหมือนว่าคุณชายพิศุทธิศักดิ์จะเลี้ยงลูกชายได้ดีตามที่ตัวเองต้องการสินะ
เจ้าสัวเมธานินธ์ยกชาขึ้นจิบอีกครั้งอย่างใจเย็น จุดรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปากอีกครั้งก่อนจะยกขาขี้นมาไขว้ห่างต่อหน้าผู้สูงศักดิ์อย่างถือดีชนิดที่ว่าคุณบัวไม่เคยเห็นใครทำเช่นนี้มาก่อน
"เอาล่ะคุณชายพิศุทธิศักดิ์...ไหนบอกลูกชายคนเล็กของคุณสิว่าตอนนี้ใครเป็นเจ้าของวังวราฤทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายกันแน่"
คุณบัวหันไปมองบิดาสลับกับมารดาด้วยความสับสน ลูกแก้วสีดำสั่นระริกเมื่อเหมือนว่าคำตอบจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวและไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้
"บัวนั่งลงก่อนลูก"
"หมาย...หมายความว่าอย่างไรกันครับ" เสียงหวานสั่นราวกับพื้นน้ำกระเพื่อมยามต้องลม
"เราเป็นหนี้เจ้าสัวเขามากบ้านหลังนี้ก็ตกเป็นของเขาไปแล้ว"
"ค..คุณแม่" เจ้าของเสียงหันไปทางมารดาราวกับขอให้ช่วยยืนยันว่าสิ่งที่ได้ยินเป็นเรื่องโกหก
ไม่มีทาง...
"จะย้ายออกวันไหนหรือครับถ้าไม่มีคนงานผมอาจจะช่วยเรื่อง..."
"ไม่ต้อง!" คุณหนูคนเล็กของบ้านตวาดลั่นแม้ว่านัยตาจะเออคลอไปด้วยน้ำตา แต่ดวงหน้าหวานกลับเชิดรั้นทะนงตัว
พอเห็นแววตาแข็งกร้าวแบบนั้นแล้วเจ้าสัวก็นึกเรื่องสนุกขึ้นมาได้
ในพระนครมีข่าวซุบซิบนินทาเชื่อไม่ได้อยู่มากมาย หนึ่งข่าวนั้นคือคุณบัวแห่งวังวราฤทธิ์แอบมีหัวใจให้หมออานนท์ศัลยแพทย์คนเก่งที่เลื่องชื่อในวงการ เรื่องชายรักชายเช่นนี้เป็นขี้ปากชาวบ้านที่แม้แต่คนที่ไม่สนใจเรื่องชาวบ้านอย่างเขายังรู้ได้
"แต่ผมมีข้อเสนอนะ..." เจ้าสัวทิ้งช่วงรอให้ตะครุบเหยื่อแล้วก็เป็นอย่างที่คาด
"อะไรหรือครับท่าน"
"ยกลูกชายคนเล็กของคุณให้ผมแน่นอนว่าคุณชายและคุณหญิงจะไม่ต้องทิ้งวังหลังนี้ไป"
คุณบัวตวัดสายตามองเจ้าของเสียงด้วยความโกรธเคืองเกลียดชังเกินจะบรรยาย เคยได้ยินมาบ้างว่าเจ้าสัวเมธชั่วช้าเอาเปรียบคนเพียงใดแต่ไม่คิดว่าต้องมาเจอเข้าตัวตัวเองเช่นนี้
"ไม่นะครับคุณพ่อ...เราไปจากวังนี้ก็ได้ลูกสัญญาว่าสักวันหนึ่งลูกจะทำให้เรากลับมามีทุกอย่างเหมือนเดิม" เจ้าของเสียงอ้อนวอนผู้เป็นบิดา
"เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ได้นะครับ กว่าที่คุณบัวจะหาเงินมาซื้อวังวราฤทธิ์กลับคืนได้ คุณชายคงรู้ว่ามูลค่าของมันมหาศาลหาตีราคาเป็นเงินไม่กี่สิบล้านได้คงเหนื่อยหน่อยหากจะทำเช่นนั้น"
คุณชายพิศุทธิศักดิ์กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอยากเย็น หนทางข้างหน้ามีแต่ขวากหนามและความยากจนคือสิ่งที่ผู้รากมากดีอย่างเช่นท่านหวาดกลัว ไหนจะถ้อยคำเยาะเย้ยถากถางจากสังคมอีกเล่า
"คุณพ่อ..."
"คุณชายไม่ได้นะคะ..." ผู้เป็นมารดากอดลูกชายคนเล็กที่เธอหวงแหนราวแก้วตา แต่ดูเหมือนทิฐิที่ถูกหลอมรวมจนกลายเป็นกิเลสของผู้เป็นสามีจะพอกหนาจนดวงตามืดบอกไปเสียแล้ว
"บัวทำเพื่อศักดิ์ศรีแห่งวราฤทธิ์ได้หรือไม่"
เพียงแค่นั้นหัวใจของหม่อมหลวงกิติกรก็ร่วงลงแทบสู่พื้น ความโกรธความเกลียดที่มีต่อชายร่างสูงหาเทียบไม่ได้กับความน้อยใจเสียใจที่มีต่อบิดา ไม่คิดว่าที่สุดแล้วบิดาจะเลือกรักษาหน้าตามากกว่าลูกแท้ๆอย่างตน
เพื่อศักดิ์ศรีแห่งวราฤทธิ์
ถึงกับต้องขายลูกเลยหรือครับคุณพ่อ
คุณบัวปิดตาปล่อยให้น้ำตาที่อุตส่าห์กลั่นไหลลงมาอย่าหมดซึ่งความอับอาย ในเมื่อไม่เหลือศักดิ์ศรีใดๆอีกแล้วการปกป้องศักดิ์ศรีของผู้เป็นบิดาคือสิ่งที่บุตรอย่างเขาควรทำ หากอีกฝ่ายสั่งให้ก้มกราบแทบเท้าก็คงต้องยอมทำตามประสงค์คุณบัวพยักหน้ารับหน้าที่ที่ถูกหยิบยื่นให้อย่างไม่เต็มใจด้วยดวงใจเจ็บปวด
เจ้าสัวยกยิ้มอย่างพอใจ เมื่อสายตาเลื่อนมาประสานกับดวงตากลมสวยคู่นั้นนึกถูกใจคุณหนูคนเล็กอยู่ไม่น้อย
"เอากลับไปคิดให้ดีก่อนปฏิเสธ หากตกลงสิ้นเดือนนี้ผมจะส่งคนมารับคุณไปที่บ้านผม วันนี้เสร็จธุระของผมแล้วคงต้องขอลาคุณชายและคุณหญิงเสียที"
ชายหนุ่มยกมือไหว้ผู้สูงศักดิ์กว่าอย่างอ่อนน้อม แล้วไม่ลืมส่งสายตาเย้าหยอกให้คนตัวเล็กกว่าพอเห็นอีกฝ่ายเบือนหน้าเปื้อนน้ำตาไปอีกทางอย่างคนแสนงอนเขาก็อดยิ้มมุมปากไม่ได้
ก็น่ารักอยู่หรอกเสียแต่ว่าปากร้ายไปหน่อยเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าลูกชายคนเล็กเสียใจ จนไม่ยอมกินข้าวกินปลาผู้เป็นแม่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ คุณหญิงก้าวเท้าเข้าห้องนอนของลูกชายอย่างเงียบเฉียบ ทอดมองแผ่นหลังบอบบางที่สะอื้นจนตัวโยนด้วยความสงสารจับใจ
"บัว"
หัวใจแม่แทบสลายเมื่อลูกชายโผลเข้ากอดทั้งน้ำตา คุณหญิงเลี้ยงดูลูกชายคนเล็กอย่างประคบประหงมเพราะเมื่อครั้งที่เธอยังเด็กเธอตัวเล็กกว่าเด็กรุ่นเดียวกันซ้ำยังมีโรคหอบหืดที่เป็นโรคประจำตัวมาแต่เกิด ด้วยความสงสารคุณหญิงจึงมอบความรักเอ็นดูให้มากกว่าลูกคนอื่น ยิ่งเธอเป็นคนช่างเอาใจฉอเลาะเก่งก็กลายเป็นแก้วตาดวงใจของวังวราฤทธิ์ได้ไม่ยากเย็น
"ทำไมคุณพ่อคุณแม่ไม่เคยบอกลูกเลยครับ"
"พ่อกับแม่ไม่อยากให้ลูกไม่สบายใจ"
คุณบัวส่ายหน้า "ถ้าคุณพ่อบอกลูกลูกจะไม่ไปเรียนที่อังกฤษ"
"ไม่ได้นะลูก"
"พี่รักษ์รู้เรื่องนี้หรือไม่ครับ"
"รู้จ้ะ"
"พี่รักษ์รู้แต่ลูกไม่รู้อย่างนั้นหรือครับ"
"ลูกยังเด็กเกินกว่าที่จะรับรู้แม่สาบานว่าเราทุกคนทำไปเพราะอยากให้ลูกมีความสุข"
คุณบัวเม้มปากเน้นเมื่อก้อนสะอื้นจุกอยู่ในอกสาเหตุให้ครอบครัวลำบากเพื่อความสุขของตนเองหรอกหรือนี่
"ลูกจะไปอยู่กับเขาครับ"
"บัว...คิดดีแล้วหรือลูก"
"ในเมื่อทุกคนทำเพื่อความสุขของลูกมามากลูกก็ขอทำเพื่อความสุขของวราฤทธิ์บ้างครับ"
คุณหญิงขจีพรรณคว้าตัวลูกชายมากอด รู้สึกผิดกับลูกชายเหลือเกินบัวของเธอยังไร้เดียงสาและอ่อนต่อโลก คุณหญิงกลัวเหลือเกินว่าเจ้าสัวจะเป็นอสูรที่ร้ายที่มาพรากเอาความบริสุทธิ์นี่ไป
"แม่ขอโทษ" ผู้เป็นแม่สะอื้นราวกับหัวใจสลาย ไม่เคยคิดว่าจะสิ้นไร้ไม้ตอกถึงเพียงนี้เป็นเพราะความไม่รู้จักพอของเธอและสามีลูกๆทั้งสองคนถึงตกมาลำบากด้วย
"ลูกทำได้เพื่อคุณพ่อคุณแม่ครับ"
"โถ่ลูกรัก"
"แต่ถ้าพี่รักษ์กลับมาคุณแม่ต้องบอกพี่รักษ์ด้วยนะครับว่าลูกโตเป็นผู้ใหญ่แล้วไม่ใช่เด็กๆให้พี่แกล้งเล่นอีกแล้ว"
"ขอให้พระคุ้มครองบัวนะลูกไปอยู่กับเขาอย่าดื้อให้มากนะลูกนะ"
"ไม่รู้ล่ะครับแต่ลูกไม่ยอมให้เขารังแกลูกฝ่ายเดียวแน่ๆ" คุณบัวเถียงด้วยเป็นคนสู้คนอยู่แต่เดิม
"กฎหมายก็มีโปลิสก็มีคอยดูถ้าเขาทำอะไรลูกลูกจะแจ้งโปลิสเสียให้เข็ด"
ได้ฟังอย่างนั้นคุณหญิงขจีพรรณก็อดหัวเราะกับความคิดของลูกชายคนเล็กไม่ได้ดูสิใครจะกล้ามารังแกเธอได้
"คืนนี้คุณแม่นอนกับลูกได้ไหมครับ"
"โตแล้วทำไมยังอยากนอนกับแม่อีก"
"ก็...ไม่รู้เมื่อไหร่ลูกจะได้กลับมานอนกับคุณแม่อีกลูกอยากกอดคุณแม่เผื่อเอาไว้เวลาคิดถึงอย่างไรครับ"
"บัว...ลูกรู้ใช่ไหมว่าแม่รักลูกมากแค่ไหนคุณพ่อก็เช่นกันนะลูกห้ามคิดว่าที่คุณพ่อทำไปเป็นเพราะไม่รักลูกเด็ดขาด" ผู้เป็นแม่ประคองแก้มกลมเกลี้ยงของลูกชายเพื่อจะได้สบตากัน เธอรู้ดีว่าใบหน้าเปื้อนยิ้มนั้นแอบซ่อนความน้อยใจเสียใจต่อผู้เป็นพ่อไว้มากเพียงไหน อย่างไรเสียคุณชายพิศุทธิศักดิ์ก็ไม่มีวันรักลูกชายน้อยกว่าชื่อเสียงเงินทองได้
"ครับลูกทราบ"
"ถ้าอย่างนั้นลงไปทานข้าวทานปลาคุยกับคุณพ่อก่อนนอนเสียหน่อยนะลูกวันนี้แม่สั่งแม่ครัวทำแต่ของโปรดของลูกไว้เยอะแยะกลัวจะเป็นหม้ายถ้าลูกไม่ลงไปทาน"
"มีแกงมัสมั่นไก่กับไข่ลูกเขยหรือไม่ครับ"
"แน่นอนสิจ๊ะจะลืมได้อย่างไร"
คุณหญิงมองตามแผ่นหลังของลูกชายคนเล็กที่เพียงได้ยินชื่ออาหารจานโปรดก็เหมือนลืมเรื่องร้ายๆไปหมดสิ้น แต่ไม่ว่าจะซ่อนความรู้สึกอย่างไรเสียคนเป็นแม่ก็ย่อมรู้จักลูกของตัวเองดี
แม่ขอโทษนะคนดี...
...TBC...

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น